วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วยบทกวี...ดอกไม้ ดวงจันทร์และเสียงก่นด่า

ดอกไม้สีแดงริมบานหน้าต่าง
ยิ้มให้กับจันทร์เสี้ยวท่ามกลางความหนาว
ฉันมองดูดอกไม้นั้น
พลางสงสัยถึงยอดนักกวีเอกของโลก
ถ้าเป็นพวกท่านจะแต่งกวีอย่างไร
เพียงมีดอกไม้และดวงจันทร์
เสียงกระซิบที่ลอยมาตามสายลมที่แผ่วเบา
Fuck You !!!
................
มันไม่ใช่เสียงของยอดนักกวีเอก
แต่เป็นเสียงก่นด่าของเหล่าผู้ไม่มีความฝัน
เสียงเหล่านั้นยังคงดังก้องอยู่ท่ามกลางราตรี
สิ่งที่ผมเชื่อและสิ่งที่พวกเขาเชื่อล้วนต่างกัน
เขามองดวงจันทร์และดอกไม้เป็นแค่สิ่งไรสาระ
ผมมองดวงจันทร์และดอกไม้เป็นแรงบันดาลใจแก่บทกวี
และผมลงมือเขียนบทกวีต่อไปโดยทิ้งเสียงเหล่านั้นไว้เบื้องหลัง

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความฝัน

        2.21 น. จตุจักร_กรุงเทพมหานคร ผมนั่งครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ท่ามกลางความเงียบราวกับว่าในหัวสมองไม่ได้คิดอะไรมานาน ผมลืมอะไรไป???  คำถามนี้ยังคงอยู่ในใจของผมเสมอมา มันเป็นสิ่งที่อยู่คู่ตัวกับตั้งแต่เด็กจนเติบโต ในบางครั้งมันอยู่ข้างหน้าเราแต่เรายังคว้ามันไม่ได้เสียที มันเป็นสิ่งที่เราจับต้องก็จะกลายเป็นสิ่งอื่น คำตอบคือ...ความฝัน
        ผมยังจำความฝันแรกได้ดี เมื่อมีคนถามขึ้นมาว่ามีความฝันแบบไหน??  “นักเขียน” ผม สามารถพูดออกไปแบบไม่ต้องคิดเมื่อมีใครถาม หลังจากเวลาผ่านไป ประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่าเราสามารถมีความฝันแบบไหนได้ หลังจากนั้นความฝันอันหลากหลายก็ได้วนเวียนเข้ามาในชีวิตทำให้เราลืมความฝัน แรกของเรา
        แล้วทำไมเราต้องลืมความฝันของตัวเอง ผมถามตัวเองซ้ำหลาย ๆ รอบ แต่คำตอบยังคงไม่ปรากฏ ทุก ๆ ครั้งที่เราเข้าใกล้ความฝัน แต่ความฝันยังคงห่างเราออกไปอีกแสนไกล จนบางครั้งเรานึกท้อแท้ เสียใจ สิ้นหวังกับความฝันของเรา จนทำให้เราคิดความฝันใหม่ขึ้นมาโดยที่ความฝันนั้นแม้จะเห็นเป็นความฝันที่ สามารถเข้าใกล้ได้มากกว่าเดิม แต่ในความเป็นจริงก็ยังต้องมีอุปสรรคต่าง ๆ ที่ต้องผ่านอีกมากมาย

        เคยมั๊ย?    ที่ลองทำตามใจฝันของตัวเอง?
        เคยมั๊ย?    ที่มองเห็นฝันของตัวเองไม่มีทางเป็นจริง?
        เคยมั๊ย?    ที่ร้องไห้ให้กับความเชื่อในความฝันของตัวเอง?

เคยลองลุยตามความฝันให้เต็มที่กันหรือยัง “จะก้มหน้าต่อสู้เพื่อให้ความฝันเป็นจริง หรือให้ชีวิตต้องจมอยู่กับความเพ้อฝัน” เป็นสิ่งที่เราต้องเลือกเอง ผมพูดซ้ำ ๆ กับตัวเองตลอดว่า

        “กูต้องเป็นนักเขียนให้ได้” 

แม้ว่าวันนี้ความฝันที่ผมเห็นจะไกลเพียงใด แต่ในเมื่อผมยังไม่ท้อถอย ผมจะไปให้ถึงฝันในสักวันหนึ่ง ผมถอนหายใจ ลุกขึ้นแล้วเข้าห้องนอนเพื่อกลับไปฝันต่อ....

ดาวไร้แสง

      01.30 น.  จตุจักร_กรุงเทพมหานคร  เมืองที่ยามราตรีไม่ เคยหลับใหล  ผมกำลังพลิกตัวไปมาบนเตียงนอนท่ามกลางเสียงแอร์ที่แผ่บรรยากาศ เย็นยะเยือกออกมา  "กูนอนไม่หลับ" ผมพึมพำกับตัวเองพลางลุกขึ้นจากเตียงนอนก่อนจะออกจากห้องเพื่อไปดื่มน้ำสัก แก้วเผื่อว่าจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น หลังจากดื่มน้ำเสร็จผมได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งอยู่ไกล ๆ
      ผมเดินออกไปตรงระเบียงห้องมองออกยังทิวทัศน์รอบ ๆ ตัว แสงไฟที่เกิดจากหลอดนีออนพุ่งแผ่แสงสว่างไปทั่วทุกทิศ ไม่เว้นแม้แต่ความมืดที่ยังไม่สามารถกลบแสงสว่างนี้ไปได้  เช่นนั้นแล้วดวงดาวจะมีความหมายอย่างไรในเมืองใหญ่ ๆ เช่นกรุงเทพมหานครแห่งนี้  ความงดงามที่หลอดไฟนีออนไม่สามารถหามาได้  ถึงแม้ว่าดวงดาวนั้นจะไม่มีแสงในตัวเองจึงต้องพึ่งพาอาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ ที่อยู่อีกฝั่งของท้องฟ้ามาเพื่อสะท้อนลงมาบนพื้นโลกที่มีรัตติกาลมาเยือน
      น่าสงสารคนที่เกิดในเมืองใหญ่ ๆ ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ทั้งที่ธรรมชาติมีสิ่งที่สวยงามที่เรียกว่า "ดาว" ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเป็นจำนวนมหาศาล แต่หลายคนกลับไม่เคยมองเห็นความงดงามเหล่านั้นเพราะแสงจากหลอดไฟนีออน สมัยนี้คนเราติดนิสัยต้องการความสะดวกสบายมากเกินไป  จนทำให้บางครั้งเรามองข้ามสิ่งที่สวยงามบางอย่างไป
      ผมแอบนึกอิจฉาผู้คนที่อยู่ต่างจังหวัดที่มีโอกาสมองเห็นดวงดาวที่ทอแสง ประกายบนท้องฟ้าอย่างสวยงาม โดยที่แค่เดินออกมาจากบ้านแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่แสงไฟนีออนมีกำลังไม่ เพียงพอที่จะบดบังความสวยงามเหล่านั้นไว้ได้  ต่างกับคนในเมืองที่ต้องลางานแล้วเดินทางออกไปเผชิญกับธรรมชาติที่เหลืออยู่ อันน้อยนิดด้วยน้ำมือของมนุษย์
      "คนในเมืองต้องการออกจากเมืองเพื่อไปหาความสวยงามในธรรมชาติ  แต่คนในต่างจังหวัดกลับต้องการเข้ามาหาความศิวิไลซ์ในเมืองใหญ่"

      .....ผมครุ่นคิดสักครู่

      "ดีแล้วที่เกิดเป็นคนต่างจังหวัด" ผมพูดกับตัวเอง  แล้วกลับเข้าห้องเพื่อข่มตาหลับต่อ...